TH | EN
กวาวเครือขาว (KwaoKreu Kao)

            กวาวเครือขาว (KwaoKreu Kao)

               ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Puerariamirifica
               วงศ์ :  Leguminosae-Papilionoideae
               ชื่อภาษาอังกฤษ :  KwaoKreu Kao
               ชื่อพื้นบ้าน :  กวาวเครือขาว
               ชื่ออื่นๆ :  ทองเครือ กวาวเครือขาว (เหนือ) ตามจอมทอง (ชุมพร) กวาวเครือ กวาวทองเครือ (ไทย) จานเครือ (อิสาน) โพะนะกู ตานเคือ ตานเครือ กวานเครือ
               ทองกวาว กวาวหัว (กะเหรี่ยง กาญจนบุรี)

     ลักษณะโดยทั่วไปของพืช :
     ต้น  กวาวเครือขาวมีลักษณะต้นเป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เถาจะเจริญเติบโตพันหรือยึดเกาะกับต้นไม้ใหญ่
     ใบ  ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือมีใบย่อย 3 ใบ ขนาดใหญ่ มีรูปทรงเป็นรูปไข่กว้าง 8-15 ซม. ยาว 10-20 ซม. ใบมีสีเขียวคล้ายกับใบถั่วคล้า
     ดอก  ดอกของกวาวเครือมีลักษณะเป็นดอกเดี่ยว มีขนาดใหญ่ คล้ายกับดอกแค มีสีน้ำเงินอมม่วง โดยจะออกเมื่อต้นมีอายุมากๆ ทั้งนี้ ดอกของ var. mirifica ต่างจาก var. cadollei คือ var. mirifica มีดอกและ calyx สั้นกว่า คือดอกยาว 13 (-15) มม. และ calyx ยาว 5-7 (-8) มม. ขณะที่ var. cadollei มีดอกยาว 18 (-20) มม. และ calyx ยาว 8-10 (-12) มม.
     ผล  มีลักษณะเป็นฝักแบนมี 2 ชนิด คือ ชนิดหัวขาว และชนิดหัวแดง ซึ่งชนิดหัวแดงจะมีพิษมากไม่นิยมนำมาใช้ทำยา อย่างไรก็ตามผลทั้งสองชนิดกินมากจะเป็นพิษ มักเกิดตามป่าดงดิบเขาสูง และพบมากในภาคเหนือ หัวใต้ดินมักขุดไปใช้ทางยาได้ หัวแข็งใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15-25 ซม. รูปร่างคล้ายหัวมันแกว

    ส่วนที่ใช้ในการทำยา : หัวและเปลือกเถา

สรรพคุณทางพื้นบ้าน :
     หัว  มีรสเมาเบื่อ หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ จะทำให้สุขภาพร่างกายเจริญ เติบโตได้ดีขึ้นอีกทั้งบำรุงกำลัง บำรุงเนื้อให้เต่งตึงขึ้น บำรุงสุขภาพให้สมบูรณ์ บำรุงความกำหนัด เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้หน้าอกโต ทั้งนี้หากรับประทานมากเกินอาจเกิดพิษได้
     ต้น  กวาวเครือขาวมีลักษณะต้นเป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เถาจะเจริญเติบโตพันหรือยึดเกาะกับต้นไม้ใหญ่
    เปลือกเถา   มีรสเบื่อเมา สามารถนำมาใช้เป็นยาแก้พิษงู หัวกวาวเครือจากตำราของหลวงอนุสารสุนทร ระบุขนาดรับประทานของยาหัวกวาวเครือขาวว่าให้ปั้นกินวันละ 1 เม็ด ขนาดเท่าเม็ดพริกไทย โดยมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะใช้ได้ทั้งชายหญิงผู้สูงอายุ ตำราระบุคนหนุ่มสาวห้ามรับประทาน กวาวเครือขาวช่วยทำให้ผิวหนังที่เหี่ยวย่นกลับเต่งตึงมีน้ำมีนวล ช่วยเสริมหน้าอก ทำให้เส้นผมที่หงอกกลับดำ และเพิ่มเส้นผม แก้โรคตาฟาง ต้กระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง การเคลื่อนไหวเดินเหินคล่องแคล่ว ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยให้กินได้ นอนหลับ

รายงานทางวิชาการ :
รายงานการออกฤทธิ์
การศึกษาฤทธิ์ของผงป่นแห้งและสารสกัดจากหัวกวาวเครือขาวด้วย ethyl alcohol ในสัตว์ทดลอง ของ รศ.ยุทธนา สมิตะสิริ และคณะ พบว่ามีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen hormone)และสามารถใช้ในการคุมกำเนิดสัตว์ทดลอง (นกกระทา) ในขนาดยาต่ำๆสามารถคุมกำเนิดได้ในนกทั้งสองเพศโดยทำให้ไข่ไม่ตกและยับยั้งการสร้างเสปิร์ม แต่หากมีการใช้ในขนาดยาที่สูงสามารถทำให้สัตว์ทดลองตาย (100 mg/kg BW) และจาก in vitro bioscreening assay ของตัวอย่างกวาวเครือจากเชียงใหม่พบว่าผงป่นแห้งจากกวาวเครือขาว 1 มิลิกรัมมีฤทธิ์เทียบเท่า ethinyl estradiol 0.5 ไมโครกรัม และสารสกัดกวาวเครือมีความคงตัวดีต่อฤทธิ์ estrogenic properties และฤทธิ์การคุมกำเนิด มีการศึกษาพบว่าสารสกัดแอลกอฮอล์กวาวเครือขาว มีฤทธิ์ฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogenic properties) ในขนาดยา 10, 100, 1000 mg/kg BW โดยใช้ Sexual skin ของลิงที่มีประจำเดือนแล้วสายพันธุ์ Cynomolgus Monkeys (H. Trisomboon et al, 2006) ผงกวาวเครือป่นแห้งจากเชียงใหม่ไม่สามารถชักนำให้หนูทดลองและสุนัขผสมพันธุ์ได้ในขนาดยา 100 mg/kg BW / days 2 weeks (ยุทธนาและคณะ) โดยทั่วไปแล้วกวาวเครือขาวที่พบว่ามีฤทธิ์เป็นสารสกัดที่ได้จากการสกัดด้วยตัวทำละลายที่มีขั้วสูงตัวอย่างเช่น ethanol, methanol, water แต่เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานว่าสารสกัดด้วย dichloromethane มีฤทธิ์ฮอร์โมนเพศเช่นเดียวกับการสกัดด้วยตัวทำละลายที่มีขั้วมาก (N. Sookvanichisilp et al. 2008) ดังนั้นจะพบว่าสารที่ออกฤทธิ์ฮอร์โมนนั้นมีทั้งชนิดที่มีขั้วและไม่มีขั้วซึ่งการใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีที่ดีในการสกัดตัวอย่างเช่น SFE extractor จะช่วยให้ได้สารสำคัญที่มีความหลากหลายมากกว่า classical method ผลต่ออวัยะสืบพันธุ์ จากการศึกษาเรื่องความรู้สึกทางเพศและการสืบพันธุ์ในสัตว์ทดลองตัวผู้พบว่ากวาวเครือขาวปริมาณสูง (100 มก./กก./ครั้ง วันละ 3 ครั้ง 14 วัน) ทำให้หนูขาวตัวผู้ไม่ผสมพันธุ์ อีกทั้งการสร้างสเปิร์มถูกยับยั้ง สำหรับในสุนัขเพศผู้ที่ได้รับกวาวเครือ 1.5 กรัม/ก.ก./ วัน เป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ในฤดูผสมพันธุ์จะมีผลในการลดความรู้สึกทางเพศ หรือถ้ายังผสมพันธุ์อยู่จะไม่ติดลูกหรือตัวเมียแท้ง จากฤทธิ์นี้จึงมีการเสนอให้มีการใช้ในเพศชายเพื่อลดกำหนัด เช่นใช้ในพระภิกษุสงฆ์ เป็นต้น ผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์เพศเมียและการศึกษาในหนูขาวพบว่าจะช่วยทำให้ปากช่องคลอดขยายใหญ่ขึ้นมดลูกจะใหญ่ขึ้น มีสีแดงและบวมน้ำ ท่อนำไข่ขยายใหญ่ขึ้น รังไข่จะมีขนาดเล็ก การเจริญของ follicle ในรังไข่และการตกไข่ถูกยับยั้ง ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดที่ได้รับ (ยุทธนาและคณะ) การศึกษาในคน (รายงานการวิจัยทางคลินิก); การศึกษาทางคลินิกของกวาวเครือต่ออาการ vasomotor ในอาสาสมัคร 37 รายพบว่า modified climacteric scale ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและพบอาการข้างเคียงคือมีอาการเช่นเดียวกับอาสาสมัครที่ได้รับ estrogen hormone 35% และมีอาการคัดตึงเต้านม 16.2% (วีระพลและคณะ) สารสกัดกวาวเครือจากการศึกษาในเชิงคลินิกในอาสาสมัครหญิงหมดประจำเดือนแล้วมีผลช่วยให้ lipid metabolism profile ดีขึ้นโดยเพิ่ม HDL ลด LDL ซึ่งเกิดจากการมีผลกระตุ้น estrogen receptor ทั้ง 2 subtypes ERα, ERß (S. Okamura et al. 2008) สมโภชน์และคณะได้ทำการศึกษาผลการใช้กวาวเครือขาวในไก่ลูกผสมพื้นเมือง พบว่าการใช้กวาวเครือขาวระดับ 2% ในอาหารเลี้ยงไก่ลูกผสมพื้นเมือง (ไก่ตะนาวศรี) ตั้งแต่อายุ 1-18 สัปดาห์ ทำให้ไก่เพศผู้มีน้ำหนักอัณฑะลดลง (P<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับไก่ที่กินอาหารกลุ่มควบคุม (0% กวาวเครือขาว) น้ำหนักเนื้อหน้าอกและไขมันในช่องท้องของลูกไก่ผสมพื้นเมืองที่กินอาหารเสริมกวาวเครือขาวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.01) ผลการตรวจชิมเนื้อไก่จากคะแนนความพึงพอใจโดยรวมของผู้บริโภค พบว่าไก่ที่กินอาหารเสริมกวาวเครือขาวมีคะแนนสูงกว่าไก่กลุ่มควบคุม การตกค้างของปริมาณสาร Phytoestrogen "miroestrol" ที่ออกฤทธิ์เทียบเท่า estradiol ทั้งในเนื้อและตับไก่ลูกผสมพื้นเมืองที่กินอาหารเสริมด้วยผงกวาวเครือขาวไม่เกินมาตรฐานที่ FDA กำหนด ผงป่นแห้งจากหัวกวาวเครือขาวที่นำมาใช้ในอาหารเพื่อผลิตไก่ตอนควรมีสารออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โทนเอสโตรเจนรวมเทียบเท่า estradiol เท่ากับ 66.55 ไมโครกรัมต่อผงกวาวเครือขาว 100 มิลลิกรัม มีรายงานว่าการเสริมผงแห้งจากหัวกวาวเครือ 0%, 0.5%, 1.0%, 1.5%, 2.0%, 2.5% และ 3.0% ในไก่กระทง ไก่กลุ่มที่เสริมผงกวาวเครือขาว 1.0% มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุด และการเสริมผงกวาวเครือขาวระดับ 0.5-3.0% ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดและไม่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับเปลี่ยนแปลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (ศรีน้อยและคณะ, 2546) สำหรับการใช้ผงแห้งจากกวาวเครือขาวในไก่ลูกผสมพื้นเมืองระยะขุนในระดับ 2%, 4% และ 6% นาน 8 สัปดาห์ ทั้ง 3 กลุ่มมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นของไก่ไม่แตกต่างกันทางสถิติ และไม่มีการสะสมของสารคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในเนื้อไก่ทุกกลุ่ม (สุชาติและคณะ, 2545) มีรายงานการใช้อาหารผสมผงกวาวเครือขาวในการเลี้ยงไก่เนื้อตอน พบว่าการใช้ผงกวาวเครือขาวระดับ 1% ในการเลี้ยงไก่เนื้อตอนควรให้เมื่อไก่อายุ 3-8 และ 4-8 สัปดาห์ ทำให้ไก่มีสมรรถภาพการเจริญเติบโตดีที่สุด เนื้อไก่มีระดับฮอร์โมน miroestrolต่ำและเป็นระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ส่วนระดับการเสริมกวาวเครือขาวที่เหมาะสมในอาหารสำหรับการเลี้ยงไก่เนื้อตอนคือที่ระดับ 2% ในสูตรอาหารและให้กินในช่วงไก่อายุ 4-8 สัปดาห์ และพบว่าการให้อาหารผสมผงกวาวเครือขาวแก่ไก่เนื้อตอนระดับ 1% เมื่ออายุ 22-28 วัน และที่ระดับ 2% เมื่ออายุ 29-56 วัน ทำให้ไก่มีสมรรถภาพการเจริญเติบโตไม่แตกต่างจากไก่เนื้อที่ได้รับฮอร์โมนสังเคราะห์ มีคะแนนสีเนื้อส่วนอกและคะแนนรสชาติสูงกว่า ขนาดอัณฑะและปริมาณ testosterone ในไก่เพศผู้เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่หยุดการให้อาหารผสมผงกวาวเครือขาว (อรทัยและคณะ) อรพินท์ จินตสถาพร ได้ทำการศึกษาการผลิตอาหารสัตว์น้ำจากมันสำปะหลัง วัสดุพื้นบ้าน และสมุนไพรกวาวเครือ พบว่าเมื่อให้อาหารผสมกวาวเครือขาวแก่ปลานิลเป็นเวลา 90 วัน อัตราการเจริญเติบโตของปลาที่ได้รับใบ เถา และหัวกวาวเครือขาวมีค่าไม่แตกต่างกันทั้งในปลาเพศผู้ และปลาเพศเมืย แต่ในปลาเพศเมียมีแนวโน้มว่าเปอร์เซ็นต์เนื้อส่วนบริโภคได้มีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุม และมีค่าใกล้เคียงกับปลาเพศผู้ และจำนวนลูกปลาที่เสริมผงกวาวเครือขาวมีค่อนข้างน้อยกว่ากลุ่มควบคุมและในปลาเพศผู้พบว่ากวาวเครือขาวมีผลต่อการลดลงของขนาดอวัยวะสืบพันธุ์ มีการศึกษาผลของกวาวเครือขาวต่อสมรรถภาพการผลิตและคุณภาพซากของสุกรในระยะรุ่น-ขุน พบว่าการใช้ผงกวาวเครือขาวระดับ 200 ppm ในอาหารระยะขุน-รุ่นทำให้การเจริญเติบโตและลักษณะซากของสุกรเพศผู้ตอนและเพศเมียใกล้เคียงกัน การใช้ผงกวาวเครือขาวระดับ 200 ppm ในอาหารระยะรุ่น-ขุนทำให้มีรายได้จากการขายสุกรเพิ่มขึ้นประมาณ 150 บาทต่อสุกรมีชีวิต 1 ตัว (เมื่อราคาของสุกรมีชีวิตกิโลกรัมละ 40 บาท) และทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ลดลง และพบว่าผู้บริโภคสามารถบริโภคเนื้อสุกรที่ได้รับกวาวเครือขาวระดับ 200 ppm ในอาหารทั้งสุกรเพศผู้ตอนและเพศเมียได้อย่างปลอดภัย เพราะไม่พบการตกค้างของฮอร์โมนเอสโตรเจนในเนื้อสุกร (สมโภชน์และคณะ)
รายงานการควบคุมคุณภาพ
สารเคมีที่พบในหัวกวาวเครือขาวที่เป็น Phytoestrogens ได้แก่ Miroestrolสารสำคัญนี้มี estrogenic activity ที่แรง ในรายงานต่างๆมักกล่าวกันว่าเป็นสารออกฤทธิ์ที่สำคัญของกวาวเครือขาว มีรายงานการพบสาร Deoxymiroestrolใน Journal of Natural Product เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2000 จากผลการงานวิจัยของคณะนักวิจัยญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัย Chiba ร่วมกับ รศ.ดร. ชัยโย ชัยชาญทพยุทธ จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ โดยเสนอว่าสารนี้น่าจะเป็นสารสำคัญในกวาวเครือขาวมากกว่า miroesrolเนื่องจาก deoxymiroetrolถูก oxidized ถึง 10 เท่า ในการกระตุ้นการเจริญของ MCF-7 cell line ของมะเร็งเต้านมของคน ปริมาณของสารนี้ที่พบในผงกวาวเครือแห้งเท่ากับ 0.002% นอกจากนี้ กวาวเครือขาวยังมี phytoestrogens ที่เป็น minor isoflavonesอีกหลายชนิด เช่น Puerarin, Daidzein, Mirificin, Genistein, Kwaakhuarin, Daidzin, Genistinซึ่งสารสี่ชนิดหลังนี้ เป็น Phytoestrogens ที่พบได้ในถั่วเหลือง แต่มี estrogenic activity น้อยกว่า miroestrolและจากรายงานการวิจัยพบอีกว่าฤดูการเก็บเกี่ยวกวาวเครือจากจังหวัดกาญจนบุรีในฤดูที่แตกต่างกันนั้นมีผลต่อสารสำคัญในการออกฤทธิ์หรือ phytoestrogens โดยฤดูแล้ง (Summer) จะมีปริมาณสารสำคัญสูงสุด (W. Chedshewasartet al. 2007)

ข้อห้ามใช้ : ตามตำรายาโบราณ จะห้ามไม่ให้คนหนุ่มสาวรับประทานกวาวเครือขาว ซึ่งจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใน ปัจจุบัน ข้อห้ามนี้ถือเป็นภูมิปัญญาที่ชาญฉลาดของคนโบราณ เนื่องจาก กวาวเครือขาวมี Estrogenic activity ที่ค่อนข้างแรง หากคนหนุ่มสาวรับประมารจะรบกวนระบบฮอร์โมนเพศปกติได้ ข้อควรระวัง: ห้ามรับประทานเกินกว่าขนาดที่แนะนำให้ใช้

ข้อควรระวัง : ห้ามรับประทานเกินกว่าขนาดที่แนะนำให้ใช้

อาการข้างเคียง : อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บเต้านม มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

ข้อบ่งใช้ : ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2542 "กวาวเครือขาว" ได้ถูกจัดเป็นตัวยาตัวหนึ่งในตำรับยาบำรุงร่างกาย

ขนาดที่ใช้ : จากผลการศึกษาพิษกึ่งเรื้อรังของกวาวเครือขาว โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดขนาดรับประทานของกวาวเครือขาวไม่เกิน 100 มิลลิกรัม / วัน

การประยุกต์ใช้ : ใช้ในทางเภสัชกรรม,เครื่องสำอางรวมไปถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, อุตสาหกรรมการเกษตร

เอกสารอ้างอิง :
-N. Sookvanichsilp, N. Soonthornchareonnon, C. Boonleang Estrogenic activity of the dichloromethane extract from PuerariamirificaFitoterapia79 (2008) 509–514
-W. Cherdshewasart, SubongkojSubtang, WinaiDahlan Major isoflavonoid contents of the phytoestrogen rich-herb Puerariamirifica in comparison with Puerarialobata Journal of Pharmaceutical and Biomedical Analysis 43 (2007) 428–434
-T. Hataitip, M. Suchinda, Ch. Wichai, W. Gen, T. Kazuyoshi, Effect of Puerariamirifica on the sexual skin decoloration of aged Menopausal Cynomolgus Monkeys, Journal of reproduction and development, Vol52, No. 4, 2006
-Ch. Wichai, K. Yosaporn, M. Suchinda, Evaluation of the estrogenic activity of the wild Puerariamirifica by vaginal cornification assay. Journal of reproduction and development, Vol53, No. 2, 2007
-M. Aranya, T. somsak, J. pisit, M. Jiradej,. Determination of active compounds in roots of Puerariamirifica airy shawSuvatabhandhu and Butea superb, Roxb at different age from various site in Thailand. Pharmaceutical-cosmetic Raw materials and Natural products Research and Development center (PCRNC)
-WichaiCherdshewasart, S. Sutijit, Major isoflavonoid contents of 1-year-cultivated phytoestrogen-rich herb, Puerariamirifica, Biosci. Biotechnol. Biochem. 71(10) 2527-2533, 2007
-W. Cherdshewasart, W. Sutjit, K. Pulcharoen and M. Chulasiri The mutagenic and antimutagenic effects of the traditional phytoestrogen-rich herbs, Puerariamirifica and PuerarialobataBraz J Med Biol Res, September 2009, Volume 42(9) 816-823
-Shinichi Okamura, YoshieSawada,TeturouSatoh,Hironosuke Sakamoto.PuerariaMirifica Phytoestrogens Improve Dyslipidemia in Postmenopausal Women Probably by Activating Estrogen Receptor Subtypes Tohoku J. Exp. Med., 2008, 216, 341-351
-YuthanaSmitasiri, TanuchaiSmitasiri, SupotBoonraeng, SupachaiSritiwong, WasanManoruang Organic Puerariamirifica tuber : Its potent estrogenic potency and its effects on some organs and vaginal histology of aged female mice As. J. Food Ag-Ind. 2009, Special Issue, S404-S409
-JinnawatManasathienManopManeerutSomsriWongruenYuthanaSmitasiri. Effects of Puerariamirificaproduct on prostate gland and tastes of mice. Mae FahLuang University , A. Muang , Chiang Rai57100
-W. Cherdshewasarta, W. Sutjitb Correlation of antioxidant activity and major isoflavonoid contents of the phytoestrogen-rich Puerariamirifica and Puerarialobata tubers Phytomedicine15 (2008) 38–43
-RattiyaChindewa, SaitidaLapanantasinYupinSanvarinda, SukumalChongthammakun. PuerariaMirifica, Phytoestrogen-Induced Change in Synaptophysin Expression Via Estrogen Receptor in Rat Hippocampal Neuron J Med Assoc Thai Vol. 91 No. 2 2008
-NontakornUrasopona, YuzuruHamadad, Kazuo Asaokae, UbonPoungmalicSuchindaMalaivijitnondcIsoflavone content of rodent diets and its estrogenic effect on vaginal cornification in Puerariamirifica-treated rats ScienceAsia34 (2008): 371–376
-GorawitYusakul, WarapornPutalun, OrapinUdomsinThaweesakJuengwatanatrakul, ChaiyoChaichantipyuthComparative analysis of the chemical constituents of two varieties of PuerariacandolleiFitoterapia82 (2011) 203–207
-http://wwwapp1.fda.moph.go.th/drug/
-Suvara K Wattanapitayakul, Linda Chularojmontri, SupatraSrichirat., Effects of Puerariamirifica on Vascular Function of Ovariectomized Rabbits J Med Assoc Thai Vol. 88 Suppl.1 2005
-http://www.dmsc.moph.go.th/
-Tubcharoen S. et al. Effect of Puerariamirifica in Thai native crossbred chickens. (Review).
-Triwutanon O. et al. The use of Puerariamirifica supplemented diets in caponized broiler chickens."the optimul duration and revel of Puerariamirifica used in diet on growth performance and carcass quality". (Review).
-Plaiboon A. et al. The use of Puerariamirifica supplemented diets in caponized broiler chickens. "the effect on growth performance and carcass quality at 56 days of age and at 63 days of age following different Puerariamirifica withdrawal periods". (Review).
Process
เครื่องสกัดโดยใช้หลักการ Supercritical fluid extraction (SFE)
SFE คือการใช้ของไหลยิ่งยวด ในการสกัดสาร  จากวัตถุดิบที่สนใจ  ซึ่งของไหลเกิดจากการเพิ่มความดัน  และอุณหภูมิเกินจุดวิกฤต (critical point) สารจะประพฤติตัวเป็นของไหล
Product & Services
- ให้บริการสกัดสารสำคัญ ด้วย Supercritical Fluid Extraction (SFE)
- ให้บริการตรวจหาปริมาณสารสำคัญด้วย HPLC (ได้ผลภายใน 7 วันทำการ)
- ให้บริการสกัดสารสำคัญด้วยเครื่องสกัดแบบใช้ Alcohol และน้ำ ( Decoction )
News & Activities
กวาวเครือขาว
วิจัยพบ "กวาวเครือขาว" ใช้เป็น ฮอร์โมน ทดแทนให้สตรีวัยทองได้ แถมช่วยทำให้ช่องคลอดไม่แห้ง ทำให้หญิงวัยทองสามารถ มีอารมณ์ทางเพศ กลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง  แต่ห้ามทานติดต่อกันนานเกิน 2 ปี